รหัสวิชา : 3308-2002 จำนวน 3 หน่วยกิต  3 ชั่วโมง/สัปดาห์

จุดประสงค์รายวิชา

     1.  มีความรู้ความเข้าใจในการบริหารธุรกิจประเภทและความสำคัญของการประกอบธุรกิจ หลักการบริหารธุรกิจ จิตวิทยาในการบริหารธุรกิจขนาดย่อม

      2.  มีความสามารถในการประยุกต์ใช้การบริหารงานเพื่อใช้ในการจัดตั้งธุรกิจคอมพิวเตอร์กราฟิกขนาดย่อมได้

      3.  มีความรู้ ความเข้าใจและสามารถในการบริหารธุรกิจขนาดย่อมเพื่อนำมาใช้ในการจัดตั้งธุรกิจคอมพิวเตอร์กราฟิกขนาดย่อมได้

คำอธิบายรายวิชา

           ศีกษาและปฏิบัติการบริหารธุรกิจ ประเภทและความสำคัญของการประกอบธุรกิจ หลักการบริหารธุรกิจ จิตวิทยาในการบริหารธุรกิจขนาดย่อม การประยุกต์ใช้ การบริหารงานเพื่อใช้ในการจัดตั้งธุรกิจคอมพิวเตอร์กราฟิกขนาดย่อม

Image Sensor

Posted: มิถุนายน 10, 2011 in Uncategorized

Image Sensor คุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของกล้องดิจิตอล คือ ขนาดของอิมเมจเซ็นเซอร์ ( Image Sensor ) เพราะ ขนาดของอิมเมจเซ็นเซอร์ จะเป็นตัวกำหนด ขนาดภาพ และ คุณภาพ ของภาพที่เราถ่าย ตัวอย่าง spec. ขนาด Image Sensor ของ กล้องคอมแพคดิจิตอล ตัวอย่าง spec. ขนาด Image Sensor ของ กล้อง D-SLR กล้องถ่ายภาพในยุคแรก ๆ ใช้ฟิล์มเป็นตัวรับภาพ ส่วนกล้องดิจิตอลจะใช้ Image Sensor เป็นตัวรับภาพแทน ขนาดรับภาพของฟิล์มนั้นจะเท่ากับ 35 mm ( หรือที่เรียกกันว่า full frame ) แต่ของกล้องดิจิตอลจะขึ้นอยู่กับ ขนาด Image Sensor จากตัวอย่าง spec. ของกล้อง ข้างบนจะเห็นได้ว่า กล้องแต่ละรุ่นจะมี ขนาด Image Sensor แตกต่างกันออกไป และ ขนาดภาพ ก็แตกต่างกันออกไปด้วย

ในอดีต เมื่อกล่าวถึงคำว่า สื่อมัลติมีเดีย (Multimedia) หรือสื่อประสม จะหมายถึง การนำสื่อหลายๆ ประเภทมาใช้ร่วมกัน เช่น รูปภาพ เครื่องฉายแผ่นโปร่งใส เทปบันทึกเสียง วีดีโอ ฯลฯ เพื่อให้การเสนอผลงาน หรือการเรียนการสอนดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเสนอเนื้อหาในรูปแบบต่างๆ นอกจากการบรรยายเพียงอย่างเดียว โดยที่ผู้ฟัง หรือผู้เรียนมิได้มี

ปฎิสัมพันธ์ต่อสื่อนั่นโดยตรง
ในปัจจุบัน เมื่อกล่าวถึงคำว่า สื่อมัลติมีเดีย จะหมายถึง การใช้คอมพิวเตอร์แสดงผล ในลักษณะผสมสื่อหลายชนิดเข้าด้วยกัน โดยเน้นที่การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เห็น ได้เลือก และรับฟังข้อมูลข่าวสารผ่านจอคอมพิวเตอร์ โดยข้อมูล และข่าวสารต่างๆ จะรวมรูปแบบของ  ตัวอักษร   รูปภาพ   ภาพเคลื่อนไหว   เสียง และ วีดีโอ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถตอบโต้ และมีปฎิสัมพันธ์กับสื่อโดยตรงได้ และเมื่อนำสื่อมัลติมีเดียมาใช้กับการศึกษา จึงนิยมเรียกว่าสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา

   ประเภทของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา

สื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษานั้น คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบเพื่อใช้ในการเรียนการสอน โดยผู้ออกแบบ หรือกลุ่มผู้ผลิตโปรแกรม ได้บูรณาการเอาข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง วิดีโอ และข้อความ เข้าไปเป็นองค์ประกอบเพื่อการสื่อสาร และการให้ประสบการณ์ เพื่อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพนั่นเอง บทบาทของสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษามี 2 ประเภทดังนี้

1. สื่อมัลติมีเดียเพื่อการนำเสนอข้อมูล
2. สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ประวัติการถ่ายภาพ

Posted: มิถุนายน 3, 2011 in Uncategorized

ประวัติการถ่ายภาพ

มนุษย์ในสมัยที่ยังไม่มีการประดิษฐ์คิดค้นกล้องถ่ายภาพขึ้นมานั้น  ใช้การวาดภาพในการบันทึกความทรงจำและสื่อความหมายต่างๆ  แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 19 นั้น  มนุษย์ได้คิดค้นกระบวนการถ่ายภาพขึ้นจากพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ 2 สาขา  คือ

1.) ฟิสิกส์  ได้แก่เรื่องของแสงและกล้องถ่ายภาพ

2.) เคมี  ได้แก่เรื่องเกี่ยวกับสารไวแสงและน้ำยาสร้างภาพ

การถ่ายภาพเป็นการรวม 2 หลักการที่สำคัญเข้าด้วยกัน  คือ  การทำให้เกิดภาพจำลองของวัตถุ  ไปปรากฏบนฉากรองรับ  และการใช้สื่อกลางในการบันทึกภาพจำลองให้ปรากฏอยู่ได้อย่างคงทนถาวร

อริสโตเติล  นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีกเป็นผู้บันทึกหลักการแรกไว้เมื่อ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราช  ซึ่งมีใจความว่า..  “ถ้าเราปล่อยให้ลำแสงผ่านเข้าไปทางรูเล็กๆ ในห้องมืด  ถือกระดาษขาวให้ห่างจากรูรับแสงประมาณ15 ซม. จะปรากฏภาพหัวกลับที่ไม่ค่อยชัดเจนนักบนกระดาษ”

ต่อมาจึงได้ใช้หลักการนี้ในการประดิษฐ์ “กล้องออบคิวรา”(camera obscura Xซึ่งเป็นภาษาละติน  หมายถึง  “ห้องมืด”  หรือที่ชาวไทยเรียกกันว่า “กล้องรูเข็ม” นั่นเอง

 

 

 

 

 

วิชาถ่ายภาพตรงกับภาษาอังกฤษว่า “Photography” มาจากคำศัพท์ในภาษากรีก  โดย “Phos = แสงสว่าง” และ “Graphein = เขียน”  เมื่อนำมารวมกันจึงหมายถึง “เขียนด้วยแสงสว่าง  แต่ในปัจจุบันนี้  หมายถึง  วิชาที่ว่าด้วยการทำให้ภาพเกิดขึ้นโดยใช้แสงสว่างมากระทบกับวัสดุไวแสง  และครอบคลุมไปถึงการถ่ายรูป  การล้างฟิล์ม  การอัดขยายภาพ  และกระบวนการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน

กล่าวโดยสรุป  วิชาการถ่ายรูปก็คือ  “ความรู้ที่ว่าด้วยกระบวนแห่งการสร้างรูปโดยอาศัยแสงสว่างเข้าช่วย”  นั่นเอง

ประวัติการถ่ายรูปในประเทศไทย

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พ. ศ. 2408 จอห์น

 ทอมสัน หรือ เจ. ทอมสัน ชาวอังกฤษ ได้นำกล้องถ่ายภาพซึ่งขณะนั้นใช้กระบวนการเวทเพลทเข้ามาถ่ายภาพในซีกโลกตะวันออก เขาได้บันทึกภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย รวมถึงภาพพระราชพิธีโสกันต์รัชกาลที่ 5 ด้วย ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรป ในปี พ. ศ. 2450 ได้ถวายรูปนี้แก่พระองค์ด้วย

ในหนังสือสยามประเทศ ซึ่งเป็นหนังสือเก่าเล่มหนึ่ง ฉบับประจำวันที่ 11

เมษายน พ. ศ. 2444 กล่าวว่า พระยาไทรบุรี ได้ส่งรูปสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งกรุงชาวอังกฤษมาทูลเกล้าถวายรัชกาลที่ 3 แต่รัชกาลที่ 3 ไม่ทรงเชื่อว่าเป็นรูปถ่าย ภายหลังรูปนี้นำไปติดไว้ที่ท้องพระโรง พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ด้านทิศตะวันตก สมัยนั้นคนไทยเรียกว่า ” รูปเจ้า วิลาด ” แต่ต่อมาถูกปลดออกไปติดที่อื่น เมื่อ เซอร์ จอห์น เบาริง ราชทูตอังกฤษจะเข้ามาทำสัญญาทรงพระราชไมตรีกับไทย ในปี พ. ศ. 2398 ซึ่งนับเป็นรูปถ่ายรูปแรกในเมืองไทย

 

ส่วนผู้ที่ถ่ายรูปในเมืองไทยเป็นคนแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ สังฆราช ปาเลอกัว

ชาวฝรั่งเศส เคยอยู่ที่วัดอัสสัมชัญ ภายหลังย้ายไปครองวัด คอนเซ็บชัญ ใกล้ๆ วัดราชาธิวาส ซึ่งรัชกาลที่ 4 ผนวชอยู่ จึงเป็นที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน สังฆราชปาเลอกัวนี้อยู่เมืองไทยนานถึง 30 ปี ภายหลังจึงพิมพ์หนังสือพจนานุกรมเล่มใหญ่ 4 ภาษา ซี่งเป็นภาษาอังกฤษ ไทย ฝรั่งเศส และลาติน กล่าวกันว่า สังฆราชปาเลอกัว มีประดิษฐกรรมตระกูลเดียวกับกล้องถ่ายรูปที่เรียกว่า ” ถ้ำมอง ” ซึ่งใช้เป็นกลยุทธในการเผยแพร่ศาสนา เพราะไปที่ใดก็จะชักชวนผู้คนให้มาเข้าวัด โดยการเอา ” ถ้ำมอง ” นี้ ไปล่อให้คนมามุงดูรูปใน ” ถ้ำมอง ” ที่เชื่อว่า สังฆราชปาเลอกัว จะเป็นผู้ถ่ายรูปในเมืองไทยคนแรกนั้น เพราะเมื่อกลับไปฝรั่งเศสแล้ว สังฆราชปาเลอกัวยังได้พิมพ์หนังสือในฝรั่งเศสเรื่อง เล่าเรื่องเมืองสยาม พ. ศ. 2397 ในหนังสือเล่มนี้มีภาพลายเส้นของเมืองไทยถึง 20 ภาพ ซึ่งเชื่อได้ว่าวาดจากต้นฉบับ เพราะเหมือนกับภาพจริงมาก

สำหรับชาวไทยที่ถ่ายรูปในเมืองไทยเป็นคนแรก คือ พระยากระสาปน์ กิจโกศล

หรือนายโหมด ต้นตระกูลอมาตยกุลพระยากระสาปน์ กิจโกศลนี้ บรรดาศักดิ์ก่อนหน้าคือพระวิสูตรโยธามาตย์มีบทความบทหนึ่งในหนังสือชื่อPhiladephia Photographe

r ที่ตีพิมพ์ ในปี พ. ศ. 2408 ซึ่งเอนก นาวิกมูล ได้รับจากสถาบันโซเนียน เมื่อปี พ. ศ 2526 กล่าวว่า เมื่อพระนางเจ้าวิคตอเรีย แห่งประเทศอังกฤษ ส่งอุปกรณ์รูปถ่ายครบชุดมาถวายรัชกาลที่ 4 พระวิสูตรโยธามาตย์ ผู้นี้ก็สามารถถ่ายรูปโดยใช้กล้องถ่ายรูปนี้ได้สำเร็จ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ที่ไม่รู้จักภาษาอังกฤษเลย และพระวิสูตรยังได้ฝากรูปถ่ายของเมืองไทยไปกับพวกมิชชันนารี ให้หมอเฮาส์ ในอเมริกาดู บทความนี้ยังได้วิจารณ์ถึงความสามารถของคนไทยที่อยู่ในดินแดนที่ห่างไกล แต่ก็ยังถ่ายรูปได้อย่าง ควรพอใจยิ่ง จริงๆ แล้วช่างถ่ายรูปในเมืองไทยที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมิใช่มีแต่พระยากระสาปน์กิจโกศล เท่านั้น บุคคลอื่นๆ เช่น พระปรีชากลการ หรือนายสำอาง อมาตยกุลลูกชายของพระยากระสาปน์ กิจโกศล หลวงอัคนีนฤมิตร หรือนายจิตร ต้นตระกูลจิตราคนีหลวงอัคนีนฤมิตร นี้ เป็นช่างภาพหลวงในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 นับเป็นช่างถ่ายรูปอาชีพคนแรก ที่ตั้งร้านถ่ายรูปในประเทศไทยเมื่อปี พ. ศ. 2406 อยู่ที่แพวัดซางตาครูซ รูปถ่ายที่นายจิตร หรือหลวงอัคนีนฤมิตร ถ่ายมีทั้งภาพบุคคล ภาพสถานที่ และเหตุการณ์ต่างๆ ภาพถ่ายที่ถ่ายจากร้านของท่านจะมีตราร้านอยู่ด้วย ช่างภาพรุ่นแรกในเมืองไทยอีกท่านหนึ่ง คือ กรมหมื่นอลงกฎกิจปรีชา ซึ่งเป็นพระเจ้าน้องยาเธอของรัชกาลที่ 4 เป็นต้นตระกูล “นิลรัตน์” จอห์น ทอมสัน ชาวอังกฤษ ที่ได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยได้บันทึกไว้ว่า ทรงเป็นผู้มีความใจดีในงานถ่ายรูป

 

จนมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้

เกิดมีร้านถ่ายรูปขึ้นหลายแห่ง ทั้งรัชกาลที่ 5 เองก็ทรงสนพระทัยในการถ่ายรูปอยู่มาก ทรงซื้อกล้องถ่ายรูปหลายชุด และยังมีกล้องถ่ายรูปติดพระหัตถ์เมื่อเสด็จประพาสที่ต่างๆ เสมอ ทั้งยังจัดให้มีการอวดรูป และประชันรูปขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยด้วย ในปี พ. ศ. 2447 ในงานไหว้พระพุทธชินราช ณ วัดเบญจมบพิตร รูปที่รับเข้าแสดงมีทั้งรูปที่อัดลงกระดาษ และรูปกระจกที่จะต้องใส่ถ้ำมอง ที่เรียกว่า ตักสิโฟเต ( Taxiphote ) จนเมื่อเทคโนโลยีทางด้านการถ่ายรูปพัฒนามากขึ้น การถ่ายรูปในประเทศไทยก็เป็นที่แพร่หลายมากยิ่งขึ้นเช่นในปัจจุบัน

โดย : นางสาว สมควร เพียรพิทักษ์, กรมวิชาการ,

F Stop Number

ค่าเอฟสตอป หรือ ขนาดรูรับแสง (บางตำราอาจเรียก”ช่องรับแสง”) คือค่าการเปิดรับแสงของเลนส์ โดยใช้กลีบม่านหรือไดอะแฟรมที่อยู่ภายในกระบอกเลนส์เป็นตัวควบคุม ในยุคแรกๆของกล้องถ่ายภาพ ค่ารูรับแสงจะแบ่งเป็นขั้นละหนึ่งสตอป การควบคุมขนาดรูรับแสงทำได้ด้วยการหมุนวงแหวนปรับรูรับแสงที่ตัวเลนส์โดยตรง เนื่องจากเลนส์ยุคก่อนเป็นระบบกลไกล้วน ต่างจากเลนส์ในยุคดิจิตอลที่ใช้ระบบอิเลคทรอนิคเป็นตัวควบคุมและสั่งการได้จากตัวกล้อง เราจึงไม่เห็นวงแหวนปรับรูรับแสงในเลนส์รุ่นใหม่ๆที่ผลิตออกมา การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เราสามารถปรับขนาดรูรับแสงได้อย่างละเอียดขึ้น โดยแบ่งเป็นขั้นละ 1/3 สตอป หรือ 1/2 สตอป ต่างจากเลนส์แมคคานิค ที่เป็นกลไกล้วนโดยมากจะปรับได้ขั้นละ 1 หรือ 1/2 สตอป

ตัวอย่างค่ารูรับแสงที่แบ่งเป็นขั้นละ 1 สตอป จะมีดังนี้ f1 / f1.4 / f2 / f2.8 / f4 / f5.6 / f8 / f11 / f16 / f22 / f32 / f45 / f64
ตัวเลขแสดงค่ารูรับแสงจะให้ผลตรงกันข้ามกับปริมาณการเปิดรับแสงของเลนส์ เช่นค่ารูรับแสง f2 จะให้ปริมาณแสงมากกว่าขนาดรูรับแสง f2.8 อยู่ 1 สตอป มากกว่า f4 อยู่ 2 สตอป หมายความว่ายิ่งเลือกใช้ค่ารูรับแสงมากขึ้น ม่านไดอะแฟรมในตัวเลนส์ก็จะยิ่งหรี่เล็กลง แสงจะผ่านไปยังเซนเซอร์ได้น้อย
เพื่อไม่ให้สับสนควรจำให้ได้ว่า ค่าตัวเลขน้อยขนาดรูรับแสงกว้าง ค่าตัวเลขมากขนาดรูรับแสงแคบ

ตารางแสดงค่ารูรับแสง
STANDARD FULL STOP F-NUMBER SCALE

(ขนาดรูรับแสงมาตรฐาน ขั้นละ 1 สตอป)

f -stop

0.5

0.7

1.0

1.4

2

2.8

4

5.6

8

11

16

22

32

45

64

90

128

ONE-HALF-STOP F-NUMBER SCALE (ขนาดรูรับแสงขั้นละ 1/2 สตอป)

f-stop

1.0

1.2

1.4

1.7

2

2.4

2.8

3.3

4

4.8

5.6

6.7

8

9.5

11

13

16

19

22

ONE-THIRD-STOP F-NUMBER SCALE (ขนาดรูรับแสงขั้นละ 1/3 สตอป)

f-stop

1.0

1.1

1.2

1.4

1.6

1.8

2

2.2

2.5

2.8

3.3

3.5

4

4.5

5

5.6

6.3

7.1

8

9

10

11

 

http://www.zmos.net/howto/87-basic-photography/143-f-stop-number

 

Shutter Speed

ในการถ่ายภาพ เรามักใช้หน่วยเป็นเศษส่วนของวินาที (second, s) เช่น 1/16 วินาที, 1/8 วินาที, 2 วินาที เป็นต้น และจากปริมาณแสงที่ตัวรับแสงหรือฟิลม์จะได้รับนั้นเรานิยมเทียบหน่วยเป็น EV หรือ stop ซึ่งหมายถึงปริมาณแสงต่างกันกี่เท่าตัว ดังนั้น เวลาซึ่งเป็นตัวกำหนดปริมาณแสง ยิ่งเวลานานแสงก็จะเข้าไปกระทบตัวรับแสงมากขึ้น ปริมาณแสงที่ได้รับก็มากขึ้นตามตัว จะเห็นได้ว่า เวลา 1 วินาทีนั้น นานกว่า 1/2 วินาที อยู่เท่าตัว (หรือคิดเป็น 2 เท่า) จึงจะเรียกว่า ความไวชัตเตอร์ 1 วินาที มีแสงมากกว่า 1/2 วินาที อยู่ 1 EV หรือ 1 stop ในทำนองเดียวตัวเลขต่อไปนี้เรียงจากมากไปหาน้อยและต่างกัน 1 stop

 4s, 2s, 1s, 1/2s, 1/4s, 1/8s, 1/16s, 1/32s, 1/64s, 1/128s,    1/256s, …

แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะเห็นค่าความไวชัตเตอร์ในกล้องนั้นบอกไว้ไม่ตรง    เช่น มักจะเห็น 1/30s แทนที่จะเป็น 1/32s, พบ 1/60s แทนที่จะเป็น 1/64s เป็นต้น

ซึ่ง อาจจะเป็นเพราะความง่ายในการออกแบบระบบควบคุมกลไกของม่านชัตเตอร์ หรือ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งค่าดังกล่าวก็ให้ผลลัพธ์ที่เรียกว่าแทบไม่แตกต่างกันเลย ค่าดังต่อไปนี้เลยถูกใช้เป็นมาตราฐานในวงการกล้องและการถ่ายภาพ

 4s, 2s,    1s, 1/2s, 1/4s, 1/8s, 1/15s, 1/30s, 1/60s, 1/125s, 1/250s, 1/500s, 1/1000s, …

ยังมีรูปแบบอีกแบบหนึ่งของการควบคุมความไวหรือระยะเวลาในการเปิดของชัตเตอร์    ที่เรียกว่า ชัตเตอร์ B หรือ Bulb ซึ่งในรูปแบบนี้ จะให้ ผู้ใช้ควบคุมระยะเวลาที่ชัตเตอร์จะเปิดได้โดยการกดปุ่มชัตเตอร์ค้างเอาไว้ ชัตเตอร์ก็จะเปิด และหากต้องการปิดก็เพียงปล่อยปุ่มชัตเตอร์นั่นเอง และยังมีในอีกลักษณะที่ผู้ใช้สามารถกำหนดระยะเวลเองได้ เรียกว่า ชัตเตอร์ T หรือ Time ซึ่งก็คล้ายคลึงกับ ชัตเตอร์ B เพียงแต่ เมื่อกดปุ่มชัตเตอร์และชัตเตอร์เปิดแล้ว เมื่อปล่อยปุ่มชัตเตอร์ ชัตเตอร์จะยังเปิดค้างอยู่ จนกว่าผู้ใช้จะกดปุ่มชัตเตอร์อีกครั้งกล้องถึงจะปิดม่านชัตเตอร์ ซึ่งทั้งสองระบบนี้มักจะใช้ร่วมกับ สายลั่นชัตเตอร์ เพื่อลดการสั่นไหวของกล้องจากการใช้มือกดชัตเตอร์บนตัวกล้องแม้จะตั้งกล้องบนขาตั้งกล้องแล้วก็ตาม

ระบบม่านชัตเตอร์นั้นในกล้องดิจิตอลทุกวันนี้มีอยู่    2 ประเภท คือ ชัตเตอร์แบบกล (Mechanical Shutter) กับ ชัตเตอร์แบบอีเล็คโทรนิค (Electronical Shutter)

เนื่องจากกล้องดิจิตอลนั้นอาศัยตัวรับภาพที่เป็นระบบอีเล็คโทรนิค    ที่ใช้ CCD ในการรับแสง ด้วยตัวระบบจะสามารถควบคุมเวลา เปิด หรือ ปิด รับแสงด้วยการใช้สัญญาณไฟฟ้า ซึ่ง ด้วยรูปแบบนี้เอง CCD ใน กล้องดิจิตอลขนาดเล็ก หรือ ระดับ Digital Compact นั้นสามารถมีระบบชัตเตอร์แบบอีเล็คโทรนิค ซึ่งในบางระบบสามารถ เปิด-ปิด เพื่อรับแสงได้เร็วในระดับของ ไมโครวินาที (microsecond) ทำให้กล้องที่ใช้ระบบชัตเตอร์แบบอีเล็คโทรนิคนั้นมีความไวชัตเตอร์สูงใน ระดับ 1/10000s ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก อย่างไรก็ดีใน CCD และ CMOS บางระบบโดยเฉพาะในกล้องแบบ DSLR ยังจำเป็นต้องใช้ชัตเตอร์แบบกล อยู่ ซึ่งข้อจำกัดของชัตเตอร์แบบกลอย่างนึง ก็คือ ความไวชัตเตอร์สูงสุด ทำได้ไม่มากด้วยข้อจำกัดของการคลื่นที่ของม่านชัตเตอร์และระบบควบคุมกลไกล ต่างๆ โดยทั่วไปชัตเตอร์แบบกลนั้นทำความไวชัตเตอร์สูงสุดได้ที่ 1/8000s

การทำงานของชัตเตอร์แบบกลใน SLR ปัจจุบันนี้ ส่วนมากจะเป็น    ชัตเตอร์แบบเคลื่อนที่แนวตั้ง (Vertical Shutter) คือมีใบม่านชัตเตอร์หลายๆ ใบซ้อนกันอยู่ ซึ่งจะแบ่งเป็นสองชุด เคลื่อนที่ในแนวตั้ง คือ ชุดแรก และ ชุดที่สอง (หรือเรียกว่า Front Curtain และ Rear Curtain) โดยในแรกเริ่ม ม่านชุดแรกจะบังหน้าตัวรับภาพไว้ทั้งหมด มีและม่านชุดที่สองนั้นจะหุบซ่อนไว้ เมื่อมีการลั่นชัตเตอร์ ม่านชุดแรกจะวิ่งเพื่อเปิดให้ตัวรับภาพรับแสง เมื่อตัวรับภาพรับแสงได้ตามระยะเวลาที่ตั้งไว้ ม่านชุดที่สองจะวิ่งออกมาปิดตัวรับภาพ

 

http://www.lenklong.com/forums/showthread.php?t=17

แผนการสอนรายวิชาหลักการถ่ายภาพดิจิตอล

อาจารย์ประจำวิชา นายฉัตรชัย  ธรรมรัตน์

ชื่อวิชา  หลักการถ่ายภาพดิจิตอล (Digital Photography)                   รหัสวิชา 3308-2003

ระดับชั้น ปวส.1                                                                                  สาขาวิชา คอมพิวเตอร์กราฟิก

หน่วยกิต 3(3)                                                                                               ชั่วโมงรวม  3  ชั่วโมง

ภาคเรียนที่ 1                                                                                                            ปีการศึกษา 2554

————————————————————————————————–

จุดประสงค์รายวิชา

                                1.  เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจกระบวนการถ่ายภาพดิจิตอล

                                2.  เพื่อให้เกิดทักษะการถ่ายภาพระบบดิจิตอล

                                3.  เพื่อให้เกิดความรัก การแสวงหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ

มาตรฐานรายวิชา

                                มีความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติได้จริง (Solid Knowledge & Practical) ในการใช้เครื่องมืออุปกรณ์กล้องดิจิตอล ถ่ายภาพประเภทต่างๆ  มีความเชี่ยวชาญ (High Performance Standard)  ในการถ่ายภาพ สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิต มีความขยันอดทน ตรงต่อเวลาและรับผิดชอบ

คำอธิบายรายวิชา

                                ศึกษาและปฏิบัติ การถ่ายภาพ การจัดแสง การใช้กล้อง การใช้เครื่องมือในการพิมพ์ภาพ การแก้ไขปัญหาข้อบกพร่อง การบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ของระบบการถ่ายภาพดิจิตอล

Blog คืออะไร

Posted: พฤษภาคม 25, 2011 in Uncategorized

ความหมายของ Blog