ความรู้เบื้องต้นเรื่องรูรับแสงและความไวชัตเตอร์

Posted: มิถุนายน 3, 2011 in Uncategorized

F Stop Number

ค่าเอฟสตอป หรือ ขนาดรูรับแสง (บางตำราอาจเรียก”ช่องรับแสง”) คือค่าการเปิดรับแสงของเลนส์ โดยใช้กลีบม่านหรือไดอะแฟรมที่อยู่ภายในกระบอกเลนส์เป็นตัวควบคุม ในยุคแรกๆของกล้องถ่ายภาพ ค่ารูรับแสงจะแบ่งเป็นขั้นละหนึ่งสตอป การควบคุมขนาดรูรับแสงทำได้ด้วยการหมุนวงแหวนปรับรูรับแสงที่ตัวเลนส์โดยตรง เนื่องจากเลนส์ยุคก่อนเป็นระบบกลไกล้วน ต่างจากเลนส์ในยุคดิจิตอลที่ใช้ระบบอิเลคทรอนิคเป็นตัวควบคุมและสั่งการได้จากตัวกล้อง เราจึงไม่เห็นวงแหวนปรับรูรับแสงในเลนส์รุ่นใหม่ๆที่ผลิตออกมา การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เราสามารถปรับขนาดรูรับแสงได้อย่างละเอียดขึ้น โดยแบ่งเป็นขั้นละ 1/3 สตอป หรือ 1/2 สตอป ต่างจากเลนส์แมคคานิค ที่เป็นกลไกล้วนโดยมากจะปรับได้ขั้นละ 1 หรือ 1/2 สตอป

ตัวอย่างค่ารูรับแสงที่แบ่งเป็นขั้นละ 1 สตอป จะมีดังนี้ f1 / f1.4 / f2 / f2.8 / f4 / f5.6 / f8 / f11 / f16 / f22 / f32 / f45 / f64
ตัวเลขแสดงค่ารูรับแสงจะให้ผลตรงกันข้ามกับปริมาณการเปิดรับแสงของเลนส์ เช่นค่ารูรับแสง f2 จะให้ปริมาณแสงมากกว่าขนาดรูรับแสง f2.8 อยู่ 1 สตอป มากกว่า f4 อยู่ 2 สตอป หมายความว่ายิ่งเลือกใช้ค่ารูรับแสงมากขึ้น ม่านไดอะแฟรมในตัวเลนส์ก็จะยิ่งหรี่เล็กลง แสงจะผ่านไปยังเซนเซอร์ได้น้อย
เพื่อไม่ให้สับสนควรจำให้ได้ว่า ค่าตัวเลขน้อยขนาดรูรับแสงกว้าง ค่าตัวเลขมากขนาดรูรับแสงแคบ

ตารางแสดงค่ารูรับแสง
STANDARD FULL STOP F-NUMBER SCALE

(ขนาดรูรับแสงมาตรฐาน ขั้นละ 1 สตอป)

f -stop

0.5

0.7

1.0

1.4

2

2.8

4

5.6

8

11

16

22

32

45

64

90

128

ONE-HALF-STOP F-NUMBER SCALE (ขนาดรูรับแสงขั้นละ 1/2 สตอป)

f-stop

1.0

1.2

1.4

1.7

2

2.4

2.8

3.3

4

4.8

5.6

6.7

8

9.5

11

13

16

19

22

ONE-THIRD-STOP F-NUMBER SCALE (ขนาดรูรับแสงขั้นละ 1/3 สตอป)

f-stop

1.0

1.1

1.2

1.4

1.6

1.8

2

2.2

2.5

2.8

3.3

3.5

4

4.5

5

5.6

6.3

7.1

8

9

10

11

 

http://www.zmos.net/howto/87-basic-photography/143-f-stop-number

 

Shutter Speed

ในการถ่ายภาพ เรามักใช้หน่วยเป็นเศษส่วนของวินาที (second, s) เช่น 1/16 วินาที, 1/8 วินาที, 2 วินาที เป็นต้น และจากปริมาณแสงที่ตัวรับแสงหรือฟิลม์จะได้รับนั้นเรานิยมเทียบหน่วยเป็น EV หรือ stop ซึ่งหมายถึงปริมาณแสงต่างกันกี่เท่าตัว ดังนั้น เวลาซึ่งเป็นตัวกำหนดปริมาณแสง ยิ่งเวลานานแสงก็จะเข้าไปกระทบตัวรับแสงมากขึ้น ปริมาณแสงที่ได้รับก็มากขึ้นตามตัว จะเห็นได้ว่า เวลา 1 วินาทีนั้น นานกว่า 1/2 วินาที อยู่เท่าตัว (หรือคิดเป็น 2 เท่า) จึงจะเรียกว่า ความไวชัตเตอร์ 1 วินาที มีแสงมากกว่า 1/2 วินาที อยู่ 1 EV หรือ 1 stop ในทำนองเดียวตัวเลขต่อไปนี้เรียงจากมากไปหาน้อยและต่างกัน 1 stop

 4s, 2s, 1s, 1/2s, 1/4s, 1/8s, 1/16s, 1/32s, 1/64s, 1/128s,    1/256s, …

แต่ในทางปฏิบัติแล้วจะเห็นค่าความไวชัตเตอร์ในกล้องนั้นบอกไว้ไม่ตรง    เช่น มักจะเห็น 1/30s แทนที่จะเป็น 1/32s, พบ 1/60s แทนที่จะเป็น 1/64s เป็นต้น

ซึ่ง อาจจะเป็นเพราะความง่ายในการออกแบบระบบควบคุมกลไกของม่านชัตเตอร์ หรือ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งค่าดังกล่าวก็ให้ผลลัพธ์ที่เรียกว่าแทบไม่แตกต่างกันเลย ค่าดังต่อไปนี้เลยถูกใช้เป็นมาตราฐานในวงการกล้องและการถ่ายภาพ

 4s, 2s,    1s, 1/2s, 1/4s, 1/8s, 1/15s, 1/30s, 1/60s, 1/125s, 1/250s, 1/500s, 1/1000s, …

ยังมีรูปแบบอีกแบบหนึ่งของการควบคุมความไวหรือระยะเวลาในการเปิดของชัตเตอร์    ที่เรียกว่า ชัตเตอร์ B หรือ Bulb ซึ่งในรูปแบบนี้ จะให้ ผู้ใช้ควบคุมระยะเวลาที่ชัตเตอร์จะเปิดได้โดยการกดปุ่มชัตเตอร์ค้างเอาไว้ ชัตเตอร์ก็จะเปิด และหากต้องการปิดก็เพียงปล่อยปุ่มชัตเตอร์นั่นเอง และยังมีในอีกลักษณะที่ผู้ใช้สามารถกำหนดระยะเวลเองได้ เรียกว่า ชัตเตอร์ T หรือ Time ซึ่งก็คล้ายคลึงกับ ชัตเตอร์ B เพียงแต่ เมื่อกดปุ่มชัตเตอร์และชัตเตอร์เปิดแล้ว เมื่อปล่อยปุ่มชัตเตอร์ ชัตเตอร์จะยังเปิดค้างอยู่ จนกว่าผู้ใช้จะกดปุ่มชัตเตอร์อีกครั้งกล้องถึงจะปิดม่านชัตเตอร์ ซึ่งทั้งสองระบบนี้มักจะใช้ร่วมกับ สายลั่นชัตเตอร์ เพื่อลดการสั่นไหวของกล้องจากการใช้มือกดชัตเตอร์บนตัวกล้องแม้จะตั้งกล้องบนขาตั้งกล้องแล้วก็ตาม

ระบบม่านชัตเตอร์นั้นในกล้องดิจิตอลทุกวันนี้มีอยู่    2 ประเภท คือ ชัตเตอร์แบบกล (Mechanical Shutter) กับ ชัตเตอร์แบบอีเล็คโทรนิค (Electronical Shutter)

เนื่องจากกล้องดิจิตอลนั้นอาศัยตัวรับภาพที่เป็นระบบอีเล็คโทรนิค    ที่ใช้ CCD ในการรับแสง ด้วยตัวระบบจะสามารถควบคุมเวลา เปิด หรือ ปิด รับแสงด้วยการใช้สัญญาณไฟฟ้า ซึ่ง ด้วยรูปแบบนี้เอง CCD ใน กล้องดิจิตอลขนาดเล็ก หรือ ระดับ Digital Compact นั้นสามารถมีระบบชัตเตอร์แบบอีเล็คโทรนิค ซึ่งในบางระบบสามารถ เปิด-ปิด เพื่อรับแสงได้เร็วในระดับของ ไมโครวินาที (microsecond) ทำให้กล้องที่ใช้ระบบชัตเตอร์แบบอีเล็คโทรนิคนั้นมีความไวชัตเตอร์สูงใน ระดับ 1/10000s ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก อย่างไรก็ดีใน CCD และ CMOS บางระบบโดยเฉพาะในกล้องแบบ DSLR ยังจำเป็นต้องใช้ชัตเตอร์แบบกล อยู่ ซึ่งข้อจำกัดของชัตเตอร์แบบกลอย่างนึง ก็คือ ความไวชัตเตอร์สูงสุด ทำได้ไม่มากด้วยข้อจำกัดของการคลื่นที่ของม่านชัตเตอร์และระบบควบคุมกลไกล ต่างๆ โดยทั่วไปชัตเตอร์แบบกลนั้นทำความไวชัตเตอร์สูงสุดได้ที่ 1/8000s

การทำงานของชัตเตอร์แบบกลใน SLR ปัจจุบันนี้ ส่วนมากจะเป็น    ชัตเตอร์แบบเคลื่อนที่แนวตั้ง (Vertical Shutter) คือมีใบม่านชัตเตอร์หลายๆ ใบซ้อนกันอยู่ ซึ่งจะแบ่งเป็นสองชุด เคลื่อนที่ในแนวตั้ง คือ ชุดแรก และ ชุดที่สอง (หรือเรียกว่า Front Curtain และ Rear Curtain) โดยในแรกเริ่ม ม่านชุดแรกจะบังหน้าตัวรับภาพไว้ทั้งหมด มีและม่านชุดที่สองนั้นจะหุบซ่อนไว้ เมื่อมีการลั่นชัตเตอร์ ม่านชุดแรกจะวิ่งเพื่อเปิดให้ตัวรับภาพรับแสง เมื่อตัวรับภาพรับแสงได้ตามระยะเวลาที่ตั้งไว้ ม่านชุดที่สองจะวิ่งออกมาปิดตัวรับภาพ

 

http://www.lenklong.com/forums/showthread.php?t=17

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s